เว็บไซต์อีสานไม่เอามัสยิด

ถามกลับ “บิ๊กป้อม” ทำไมต้องเรียกเบงกาลี แทน โรฮิงยา

เปิดอ่าน 3,938 views

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังหารือกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ของเมียนมา ถึงกรณีความรุนแรงระหว่างชาวโรฮีนจากับทางการเมียนมา ที่รัฐยะไข่ว่า ขอให้เรียกชาวโรฮิงยาว่า “เบงกาลี”

ทางพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระบุว่าเขาสูญเสียทหารและตำรวจไปเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องดูแลสถานการณ์ให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งนี้ทางการเมียนมายืนยันว่าสามารถดูแลสถานการณ์ได้ และไม่มีผลกระทบถึงประเทศไทย เพราะรัฐยะไข่อยู่คนละฝั่งกับแนวชายแดนที่ติดกับไทย และคงไม่มีการอพยพผ่านเส้นทางทางทะเลมาถึงไทยได้

ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า การที่พล.อ.ประวิตรให้เรียกชาวโรฮิงยา ว่าเบงกาลีนั้น แสดงออกถึงความไม่เข้าใจในเรื่องชาติพันธุ์ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องทำความเข้าใจมากกว่าออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะเช่นนี้ เพราะการจะเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเราต้องเรียกเขาตามที่เขาเรียกตัวเอง

อย่างกรณีนี้ การจะเรียกเขาว่าเบงกาลีนั้น เพราะต้องการสร้างความเป็นอื่นให้เขา และจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมาสามารถดำเนินการอย่างไรพวกนี้ก็ได้ใช่หรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงคนโรฮิงยา ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่(อารากัน) นั้น เป็นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาอย่างช้านานแล้ว

การเรียกเบงกาลี เพื่อจะสื่อให้เห็นว่าเขาเป็นชาวเบงกอล ที่อพยพมาจากประเทศบังคลาเทศ ใช่อยู่ว่าคนสองกลุ่มนี้อาจจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ภาษาพูดและวัฒนธรรมของพวกเขานั้นแตกต่างกัน

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือการใช้คำ การเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ ประเทศไทยจะเรียกชาวโรฮิงยาว่าอย่างไร ก็เป็นสิทธิของเราที่จะเรียก การจะให้เรียกตามสิ่งที่เขาต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นว่าผู้นำไทยไม่เข้าใจการเมืองพม่า และจะยอมตกเป็นเครื่องมือของเขา คำถามคือเราจะยอมเสียอำนาจอธิปไตยทางภาษาไปเรียกตามที่เมียนมาต้องการหรือไม่