เว็บไซต์อีสานไม่เอามัสยิด

ส่องกองกำลังติดอาวุธโรฮิงยา ผลงานการเพาะพันธุ์ของพม่า ?

เปิดอ่าน 1,661 views

สถานการณ์ตึงเครียดรอบใหม่และร้ายแรงในรอบกว่า 10 เดือนในรัฐยะไข่ดำเนินมาเกินหนึ่งสัปดาห์แล้ว
นับจากจากเหตุการณ์กองกำลังโรฮิงยาราว 120 นายบุกโจมตีด่านตำรวจ 24 แห่งใกล้เมืองหม่องดอว์ เมื่อค่ำวันที่ 24 ส.ค. ทำให้พม่าส่งกำลังทหารไล่ล่าปราบปราม บุกเข้าชุมชนที่อยู่อาศัยชาวโรฮิงยา

จนเมื่อวันที่ 1 ก.ย. พล.อ.มิน อ่อง ไหล่ ผบ.สส.แถลงว่า จำนวนผู้เสียชีวิตถึงวันที่ 30 ส.ค. มีราว 400 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 15 นาย พลเรือน 14 ราย และพบร่างที่รัฐบาลและทหารพม่าเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” 370 ราย

++++

ไฟรบรอบใหม่ในรัฐยะไข่นี้ สำนักงานที่ปรึกษาแห่งรัฐของนางออง ซาน ซู จี กล่าวหาว่าเป็นฝีมือกลุ่มติดอาวุธโรฮิงยาที่มีชื่อว่า Arakan Rohingya Salvation Army หรือกองทัพปลดปล่อยอารกันโรฮิงยา มีชื่อย่อว่า ARSA พร้อมประกาศขึ้นบัญชีดำกลุ่มอาร์ซาดังกล่าวนี้เป็น องค์กรก่อการร้ายŽ ตามกฎหมายปราบปรามการก่อการร้าย มาตรา 6

ส่วนกลุ่มอาร์ซาโพสต์ข้อความตอบโต้ว่า ทหารพม่านำกลุ่มชาวพุทธสายสุดโต่งเข้ามาและโจมตีหมู่บ้านโรฮิงยา ปล้นสะดมทรัพย์สิน และจากนั้นก็จุดไฟเผาบ้านของชาวโรฮิงยาจนวอดวาย

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายอัตตุลละห์ อาบู อมาร์ จูนูนี ผู้นำกองกำลังเปิดตัวผ่านคลิปวิดีโอ ประกาศจะทำสงครามป้องกันตัวเองกับรัฐบาลทหารเมียนมา

คลิปที่อัตตุลละห์ อาบู อมาร์ จูนูนี หัวหน้ากองกำลังโรฮิงยาเปิดตัว

++++++++

สำนักข่าวเอพี สหรัฐอเมริกานำเสนอรายงานเจาะลึกสถานการณ์ครั้งนี้ด้วยหัวข้อว่า “ส่องกองกำลังติดอาวุธโรฮิงยาที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีพม่า”
หลังจากเหตุโจมตีในเดือนตุลาคม 2559 กลายเป็นตัวเร่งลัทธิสุดโต่งรุนแรง การลุกฮือด้วยการสู้รบนี้เป็นสัญญาณเตือนที่น่าวิตกในรัฐยะไข่

Myanmar soldiers and a police officer / REUTERS/Soe Zeya Tun

ครั้งนี้กลุ่มที่จับปืนขึ้นสู้ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มย่อยที่รวมตัวแล้วแตกไป แต่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ โดยโรฮิงยาพลัดถิ่นในซาอุดีอาระเบีย นำโดยนายจูนูนี ชาวโรฮิงยาที่เกิดในปากีสถานแต่เติบโตในนครมักกะ

องค์กรวิเคราะห์ความขัดแย้งนานาชาติ หรือไอซีจี (International Crisis Group) ให้ข้อมูลว่า ท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนกลุ่มเออาร์เอสเอว่ามาจากกลุ่มโรฮิงยาพลัดถิ่นตามประเทศต่าง และเงินสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงจากกลุ่มต่างๆ ในตะวันออกกลาง
ถือว่าเป็นวิวัฒนาการแห่งความรุนแรงที่ผันจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้ตอบโต้

++++

บรรดานักวิเคราะห์ที่ชี้นิ้วไปยังรัฐบาลเมียนมาเป็นผผู้ทำให้เกิดกองกำลังนี้ขึ้น จากการที่รัฐเปิดฉากกดขี่ข่มเหงสิทธิขั้นพื้นฐานของโรฮิงยา กล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวที่มาจากบังกลาเทศ ส่วนรัฐบาลบังกลาเทศก็ปฏิเสธชาวโรฮิงยาเช่นกัน ว่าไม่ใช่พลเมืองของตน หลังจากมีชาวโรฮิงยาอยู่ในประเทศแล้วกว่า 400,000 คน

ปัญหาความรุนแรงนี้ไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจังจากฝ่ายการเมือง แม้นางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพจะขึ้นเป็นรัฐบาล

Police officers guard near a house that was burnt down in recent violence in Maungdaw, Myanmar August 31, 2017. RETUERS/Soe Zeya Tun TPX IMAGES OF THE DAY

เมื่อไม่มีกี่ปีที่ผ่านมานี้กับการบุกโจมตีชาวโรฮิงยาครั้งใหญ่จากกลุ่มต่อต้านมุสลิมจนทำให้โรฮิงยากว่า 120,000 คน ต้องไร้บ้าน รวมไปถึงการกีดกันไม่ให้ชาวโรฮิงยาเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการใช้กำลังอยู่อย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าเมื่อคนถูกกดดันมากๆ ก็ย่อมถึงจุดเดือด กองกำลังอาร์ซาเริ่มปฏิบัติการครั้งแรกในวันที่ 9 ตุลาคม 2559 กับการโจมตีป้อมตำรวจสามแห่งทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 9 นาย

รัฐบาลเมียนมาเลือกใช้มาตรการ “ตาต่อตาฟันต่อฟันŽ” ส่งกองกำลังออกกวาดล้าง จนเกิดเรื่องน่าสลดหดหู่ขึ้นในหลายพื้นที่ ทางหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติชี้ไปที่กองกำลังของเมียนมาว่าใช้กำลังบังคับข่มขืนหมู่เหยื่อสาวโรฮิงยา รวมถึงสังหารเด็กและทารก

กลุ่มจับตาด้านสิทธิมนุษยชนวิเคราะห์เหตุการณ์จากภาพดาวเทียมแล้วพบว่า รัฐบาลเมียนมาเผาจริงและกินวงกว้างมากกว่าที่เคยเผาในปี 2559 ถึง 5 เท่า

++++++++++++

A car is seen near a house that was burnt down during the last days violence in Maungdaw, Myanmar August 31, 2017. RETUERS/Soe Zeya Tun

ในครั้งนี้กองกำลังอาร์ซายังเคลื่อนไหวต่อและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น มีความเป็นไปได้ว่า อาร์ซาโจมตีหมู่บ้านชาวพุทธด้วย ตามที่ น.ส.อเนกา นีลากันตัน หัวหน้าโครงการฝ่ายเอเชียของไอซีจีได้รับรายงานมา แต่อาจจะไม่ใช่ เนื่องจากเป้าหมายหลักอยู่ที่รัฐบาลเป็นหลัก

อาร์ซายืนยันว่าไม่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ และพยายามย้ำจุดยืนว่าการจับปืนถือมีดต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชนของตัวเองเท่านั้น

ขณะที่บรรดานายทหารระดับสูงของเมียนมาไม่ยอมรับว่าการมีอยู่ของกลุ่มนี้ และเรียกการโจมตีครั้งล่าสุดว่าเป็นฝีมือ “กลุ่มก่อการร้ายสุดโต่งเบงกาลีŽ”

 ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ากองกำลังอาร์ซามีนักรบและผู้สนับสนุนจำนวนเท่าใดในเมียนมา แต่เป็นที่วิตกว่า ถ้าหากทางกลุ่มอยากได้ความสนใจจากหลายฝ่ายก็คงต้องแลกมาด้วยความเสียหาย บาดเจ็บ ล้มตายที่มากขึ้น